Posts By Nutcha Admin

เอสซี แอสเสท จับมือ Wonderfruit

KNOW WHO

Sweet//no//Sugars เมื่อความหวานมีประโยชน์ พูดคุยกับสตูดิโอออกแบบที่ใช้ศิลปะมาดูแลสังคม

สตูดิสตูดิโอที่มีผลงานหลากหลายรูปแบบ ทั้งงานวัสดุผ้า ผลิตภัณฑ์ DIY จัดสวน เครื่องประดับ เฟอร์นิเจอร์ การวาดภาพ ปะติมากรรมกระดาษ ฯลฯ Sweet//no//Sugars เป็นสตูดิโอที่ก่อตั้งมาเพื่อสนับสนุนการแลกเปลี่ยนความรู้ จุดประกาย และต่อยอดความคิดของคนจากหลากหลายสาขา ไม่จำกัดแค่เพียงศิลปะและการออกแบบเท่านั้น โดยมีจุดเริ่มต้นคือการได้อยู่ท่ามกลางสิ่งที่รักของณัฐชา โพธิ์อุดม กราฟิกดีไซเนอร์ที่ผันตัวมาเป็นศิลปินที่เลือกประยุกต์ศิลป์จากสิ่งที่ชอบและสะสม เริ่มต้นจากความชอบงานวัสดุผ้าและเท็กซ์ไทล์ดีไซน์ นำมาผสมผสานเป็นสื่อผสม (mixed media) โดยผลงานแต่ละชิ้นจะเป็นการนำตัวเองเข้าไปเชื่อมโยงกับสถานที่นั้นๆ ทำให้ผู้ที่เข้าชมงานในสถานที่นั้นๆ สามารถรู้สึกถึงผลงานได้

จากการมองเห็นความแตกต่างระหว่างความคราฟท์ของงานอดิเรกแม่บ้านและงานฝีมือที่ต่อยอดได้จริง ทำให้คุณณัฐชาเริ่มต้นผลักดันให้ผู้ที่สนใจในงานคราฟท์นำทักษะฝีมือไปผสมผสานกับทักษะของการออกแบบ ด้วยการเปิดเวิร์กช็อปเพื่อพัฒนางานฝีมือให้ไปไกลกว่าการเป็นแค่ความชอบส่วนตัว ในช่วงแรกเวิร์กช็อปเกิดขึ้นในพื้นที่แกลเลอรี่ของคุณณัฐชา โดยไม่ได้เป็นการกำหนดหัวข้อจากความชอบของตัวเอง แต่เป็นการคิดหัวข้อจากโจทย์ความต้องการของผู้ที่สนใจ มีการเปิดรับความคิดเห็นจากกลุ่มคนต่างๆ เพื่อนำมาออกแบบหลักสูตรในแต่ละครั้ง จนเกิดเป็นเวิร์กช็อปกว่า 33 แบบ ทั้งทอผ้า ปักผ้า เพ้นท์จาน เย็บกระเป๋า ซึ่งล้วนแต่เป็นการลงมือทำเพื่อเพิ่มลูกเล่นหรือเทคนิคใหม่ให้กับทักษะเดิมที่แต่ละคนถนัด

นำศิลปะกลับมาสู่ชุมชนและสังคม

ด้วยประสบการณ์ในวงการศิลปะและการศึกษาจากสาขาประยุกต์ศิลป์ คุณณัฐชาจึงสนใจในเรื่องของการนำทักษะศิลปะมาปรับใช้ให้เป็นรูปธรรมด้วยการพัฒนาชุมชนและสังคม ถ่ายทอดไปสู่กลุ่มคนที่หลากหลาย

จากการมองเห็นว่าหลานของตัวเองนั้นมีอาการติดโลกออนไลน์และมือถือแท็บเลตต่างๆ ไม่ห่างตัว ส่งผลให้เป็นไฮเปอร์ สมาธิสั้น ขาดพัฒนาการการเรียนรู้ด้วยมือ คุณณัฐชาจึงทดลองแก้ปัญหานี้ด้วยการให้ทอกี่ผ้า ผลคือหลานมีสมาธิมากขึ้น เกิดความภาคภูมิใจในผลงานที่ตัวเองทำ จากจุดนี้เป็นเหมือนการจุดประกายให้เริ่มต้นทำเวิร์กช็อปกับกลุ่มเด็กหรือผู้ใหญ่ที่มีปัญหา โดยให้ศิลปะเป็นเครื่องมือในการช่วยคลี่คลายปัญหาต่างๆ โดยแบ่งกลุ่มผู้สนใจเวิร์กช็อปตามพื้นฐานที่ใกล้เคียงกัน อย่างเช่นกลุ่มเด็กเล็ก กลุ่มผู้สูงอายุ เพราะการแบ่งกลุ่มในลักษณะนี้จะสอนได้ง่ายและสามารถประเมินผลอย่างเรื่องของคุณภาพงาน ระยะเวลา หรือศักยภาพในการต่อยอดได้มีประสิทธิภาพมากกว่า

ตัวอย่างเวิร์กช็อปที่ Sweet//no//Sugars ใช้ศิลปะไปพัฒนาสังคม อาทิ กลุ่มผู้สูงวัยในจังหวัดพิษณุโลก ริเริ่มโครงการจากเทศบาลที่มีไอเดียในการเริ่มกิจกรรมศิลปะบำบัด เพื่อให้ผู้สูงอายุมีสมาธิและสามารถมองเห็นคุณค่าในตัวเอง หรือเวิร์กช็อปร่วมกับกลุ่มจิตเวช ใช้การออกแบบผ้ามาช่วยรักษาผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ไปจนถึงกลุ่มเด็กออทิสติก ผ่านการพัฒนาหลักสูตรที่เหมาะสมกับเฉพาะกลุ่ม มีทั้งการเข้าไปสอนพยาบาลจิตเวชในโรงพยาบาลที่จังหวัดเชียงรายและพิษณุโลก เพื่อให้พยาบาลนำความรู้ที่ได้ไปสอนต่อไปได้อีกไม่สิ้นสุด

นอกจากนี้ Sweet//no//Sugars ยังคงรับออกแบบทั่วไป พร้อมด้วยทีมที่มีความถนัดตามแต่ละสาขา ช่วยกันพัฒนาไอเดียสำหรับลูกค้า มีผลงานหลากหลายทั้ง แพคเกจจิ้ง ของชำร่วย อีเว้นท์ต่างๆ

“เราไม่อยากให้ศิลปะอยู่ที่คนใดคนหนึ่ง อยากให้ศิลปะและงานออกแบบนั้นคงอยู่เเละเเทรกซึมเข้าไปในทุกสายอาชีพ”

เข้าร่วมเวิร์กช็อปไป ใช้ประโยชน์ได้ 100%

หนึ่งในความโดดเด่นของสตูดิโอนี้คือความแตกต่างของรูปแบบเวิร์กช้อป Sweet//no//Sugars การันตีว่าผู้ที่มาเข้าร่วมจะสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ได้จริง ยิ่งถ้าหากพกความตั้งใจมาเกินร้อย การต่อยอดนั้นจะเกิดผลกับผู้เข้าร่วมในระยะยาวได้อย่างแน่นอน อย่างที่คุณณัฐชาบอกกับเราว่า สำหรับงานคราฟท์นั้นยิ่งทำมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเห็นลายเซนตัวเองชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น “สิ่งสำคัญคือเรารู้ตัวเองหรือยังว่าเราโดดเด่นด้านไหน จำไว้ว่าเราไม่ได้แข่งกับใคร ขอเพียงตอบตัวเองให้ได้ว่าเรา 100% กับงานที่ทำแล้วจริงๆ หรือยัง”

เอกลักษณ์ของเวิร์กช็อปจาก Sweet//no//Sugars

1.       วิธีการสอนที่แตกต่าง ด้วยเทคนิคที่นำศิลปะมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
2.       สอนตัวต่อตัว เพื่อนำจินตนาการของแต่ละคนออกมาได้มากที่สุด
3.       หลักสูตรนำไปต่อยอดเป็นอาชีพได้จริง

https://www.tcdcconnect.com/content/detail/31552/?m=TCDC&d=kamolkarn&t=know_who&i=7176

ข้อแนะนำสำหรับนักออกแบบรุ่นใหม่:

“คนรุ่นใหม่ตอนนี้ดีที่ได้ลองหลายอย่าง แต่เมื่อลองทำเเล้วให้คิด หาตัวตนให้เจอให้เร็วที่สุด ถ้าเจอแล้วจะถึงจุดของคำว่ามีความสุขที่แท้จริงๆ ให้รีบเก็บความชอบนั้นไว้เเล้วนำมาต่อยอดทันที ต่อยอดเป็นอาชีพ มีรายได้ ทั้งหมดนี้มาจากความชอบหรืองานอดิเรก ที่สำคัญคือหาความชอบของตัวเองให้เจอเป็นก้าวแรกก่อน”

Thank You | บทความจากงานสัมนา โดย TCDC
14 August 2017 | TCDC | KNOW WHO

Bangkok Design Week 2019

พบกับกิจกรรมเวิร์คชอปน่ารักๆ จากพวกเรา #SWSTUDIO ได้ที่ #bangkokdesignweek2019 นะคะ ^^
มาใกล้ชิดศิลปะ และสีสีน มารู้จักตัวตนของคุณผ่านการออกแบบด้วยตัวคุณเอง

ปักเล่นเป็นลาย (เป็นเครื่องประดับ)
ศิลปะการสร้างสรรค์เครื่องประดับจากผ้า โดยการใช้เทคนิคงานปัก โดยนำพื้นฐานของลวดลายในงานปักมาสร้างสรรค์เป็นลายใหม่ๆ และแบบเน้นการใช้รูปทรงเรขาคณิตมาจัดองค์ประกอบให้เกิดพื้นที่และลวดลายทับซ้อน สร้างสีสรรค์และองค์ประกอบหลากหลายบนพื้นที่เล็กๆอย่างเครื่องประดับได้ การปักผ้าเป็นการบำบัดและผ่อนคลายอย่างหนึ่ง ช่วยในเรื่องของสมาธิและอารมณ์เสริมสร้างความสุขอีกด้วย

ค่าอุปกรณ์แบบประกอบกับแป้นโลหะ 180 – 250 บาท/คน
ค่าอุปกรณ์แบบสักหลาด 80 บาท/คน
(สามารถนำชิ้นงานกลับบ้านได้)

สมัครได้ที่ https://www.zipeventapp.com/e/diyactivities

ข้อมูลเพิ่มเติม
ผู้จัดกิจกรรม: สวีทโนชูการ์ สตูดิโอ
Email: sweet.no.sugars@gmail.com
Website: http://sweetnosugars.com/, https://www.facebook.com/sweetnosugars/
วันที่
31 ม.ค. 2562 – 3 ก.พ. 2562

เวลา
16.00-22.00

สถานที่
Creative Market ลานหน้าอาคารไปรษณีย์กลาง

#BKKDW2019 #bangkokdesignweek

SW Studio

SW Studio Arts & Crafts Workshops  We are dedicated to Knowledge of arts,designs,crafts and open person’s mind. Our aim is to sketch the dream for an artistically inspired the future for our community.

เราทุ่มเทเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับศิลปะ การออกแบบ งานฝีมือและ เปิดใจผู้คน เป้าหมายของเราคือการวาดฝันให้กับอนาคตสร้างแรงบันดาลใจทางศิลปะสำหรับชุมชน  และเชื่อว่า งานศิลปะและการสร้างสรรค์ไม่ควรหยุดอยู่ที่ใครคนใดคนหนึ่ง ควรถูกถ่ายทอดและต่อยอดทางความคิดให้เติบโตและพัฒนาต่อไป เหมือนเป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองใหม่ๆ ที่ดี ให้กับสังคมอยู่ตลอดเวลา SW Studio รวบรวมคิดค้น ศิลปะและงานออกแบบด้วยสองมือ เริ่มต้นด้วยรักความชอบ สร้างสรรค์ให้เกิดเป็นประโยชน์และใช้งานได้จริงในชีวิต ผลงานหลากหลายแขนง ทำงานอย่างมืออาชีพ พร้อมที่จะถ่ายทอดความรู้ และเป็นผู้จุดประกายความเป็นศิลปินในตัวของทุกคนออกมา ให้ทุกคนทำได้เก่งได้ แค่ด้วยหัวใจที่รัก เมื่อเริ่มจากรักไม่ว่าอะไรก็ตามเราจะทำมันได้ดีเสมอ

 

SW Studio สร้างสรรค์งานศิลปะ และออกแบบ เพื่อถ่ายทอดความรู้ แก่ผู้คน ทุกเพศ ทุกวัย ในรูปแบบของ Workshops Event หลากหลายประเภท งานศิลปะและการสร้างสรรค์ไม่ควรหยุดอยู่ที่ใครคนใดคนหนึ่ง ควรถูกถ่ายทอดและต่อยอดทางความคิดให้เติบโตและพัฒนาต่อไป เหมือนเป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองใหม่ๆ ที่ดี ให้กับสังคมอยู่ตลอดเวลา SW Studio เป็นที่รวมผลงานและความคิดสร้างสรรค์ จากศิลปินที่รักในงานศิลปะ ทำงานอย่างมืออาชีพ พร้อมที่จะถ่ายทอดความรู้ และเป็นผู้จุดประกายความเป็นศิลปินในตัวของทุกคนออกมา ให้ทุกคนเก่งได้แค่ด้วยหัวใจที่รัก ศิลปะและออกแบบ มีอยู่ในตัวทุกคน เหมาะสำหรับ บุคคลทั่วไปทุกเพศ ทุกวัย , องค์กร , บริษัท , สถาบันการศึกษา , โรงแรม , ร้านอาหาร , งานกิจกรรม ทุกระดับ เราพัฒนาผลงานสร้างสรรค์และจินตนาการให้ตอบโจทย์เฉพาะสถานที่หรือกลุ่มบุคคล ได้เป็นอย่างดี 

 

 

 

    

 

Natural dye II

Tie Dye Numalii's

งานทดลองย้อมด้วยแก่นฝาง และขมิ้น

งานทดลองย้อมด้วยแก่นฝาง และขมิ้น  :  ขมิ้น นอกจากใช้เป็นยาสมุนไพรแล้ว น้ำสีที่ได้จากการต้มขมิ้นแห้ง อัตรา 100 กรัม กับน้ำ 2 ลิตร ใช้เป็นสีย้อมไหมและผ้าจากเส้นใยธรรมชาติได้ วิธีย้อมเส้นไหมและผ้าต่างๆ ให้ติดสีดีและไม่แตกเป็นขุย ควรย้อมในน้ำสกัดจากขมิ้นเครือที่อุณหภูมิประมาณ 85 องศาเซลเซียส นาน 90 นาที การใช้สารช่วยติดสีที่มีฤธิ์เป็นด่างและเกลือแกง ช่วยให้เส้นไหมติดสีเหลืองทองเข้มกว่าเมื่อใช้สารติดสีที่มีฤทธิ์เป็นกรด และคุณภาพสีดีกว่าการไม่ใช้สารช่วยติดสีใดๆ การย้อมที่อุณหภูมิ 95 องศาเซลเซียส เป็นเวลานาน ทำให้เส้นไหมเสื่อมสภาพเส้นแตกเป็นขุย

การย้อมด้วยฝาง ฝางเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง นิยมนำแก่นมาทำเป็นยาสมุนไพร เมื่อนำมาต้มจะได้น้ำสีแดง ใช้วิธีการต้มย้อมนานครั้งละ 10 นาที จำนวน 3 ครั้ง โดยย้อมด้วยน้ำสีสกัดที่จางซึ่งเป็นน้ำต้มฝางครั้งที่ 3 ก่อน แล้วจึงย้อม ครั้งที่ 2 และ 3 ด้วยน้ำสกัดสีที่เข้มข้นขึ้น ก่อนนำแก่นต้มให้ได้น้ำสีจะต้องแช่แก่นทิ้งไว้ในน้ำปกติ 1 คืน เพื่อให้สีในแก่นออกมาเข้มข้น แต่ฝางจะไม่ค่อยทนต่อแสงแดดมากนักอาจซีดจางไปตามกาลเวลา อาจสามารถใช้ครั่งผสมผสานย้อมด้วยกันจะทำให้ได้สีแดงเข้มและติดทนนานมากยิ่งขึ้น ารใช้สารช่วยติดสีที่มีฤทธิ์เป็นด่างและเกลือแกงจะทำให้สีไม่หลุดลอกง่าย

มัดย้อมจากขมิ้น

มัดย้อมจากขมิ้น

มัดย้อมจากแก่นฝาง

มัดย้อมจากแก่นฝาง

มัดย้อมจากแก่นฝาง

มัดย้อมจากแก่นฝาง

เรียบเรียง,ทดลอง และสอน : numalii’s

Natural dye

numalii_tie_dye157

🙂 เก็บเล็กผสมน้อยเรื่องการย้อมสีจากธรรมชาติ จากสิ่งรอบๆ ตัวเรา อะไรบ้างที่สามารถให้สีสันแก่ผืนผ้าของเราได้ ในบทความนี้เรารวมข้อมูลของ พืชพันธ์ต่างๆที่ให้สีมารวมไว้ให้ศึกษากันคร่าวๆ ก่อน  งานย้อมสีธรรมชาตินับว่าเป็นเรื่องที่ไม่ได้ง่ายดายนักหากเราเป็นมือใหม่ ค่อนข้างที่จะละเอียดอ่อน และต้องใส่ใจทุกรายละเอียดพอดู เพื่อที่จะให้ได้ผืนผ้าสีสวยจากธรรมชาติได้ถูกใจเราจริงๆ ในแต่ละขั้นตอน และการศึกษาทดลองนี่แหละนับเป็นเสน่ห์ของสีธรรมชาติ ความภูมิใจ ความพากเพียรของการสร้างสรรค์ผ้าแต่ละผืนที่หาที่ไหนเหมือนไม่ได้ และยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และตัวเราอีกด้วย อย่างที่รู้กัน ….ยกตัวอย่าง

สีธรรมชาติได้จากต้นไม้ในป่า โดยได้จากบางส่วนของต้นไม้ เช่น ราก แก่น เปลือก ต้น ผล ดอก เมล็ด ใบ
– สีแดง ได้จาก รากยอ แก่นฝาง ลูกคำแสด เปลือกสมอ ครั่ง
– สีคราม ได้จาก รากและใบของต้นคราม หรือต้นห้อม
– สีเหลือง ได้จาก แก่นแขหรือแก่นแกแล แก่นขนุน ต้นหม่อน ขมิ้น เปลือกไม้นมแมว แก่นสุพรรณิการ์ ดอกกรรณิการ์ ดอก ดาวเรือง
– สีตองอ่อน ได้จาก เปลือกต้นมะพูด เปลือกผลทับทิม แก่นแกแลและต้นคราม ใบหูกวาง เปลือกและผลสมอพิเภก ใบส้มป่อยและผงขมิ้น ใบแค ใบสับปะรดอ่อน
– สีดำ ได้จาก ผลมะเกลือ ผลกระจาก ผลและเปลือกสมอ
– สีส้ม ได้จาก เปลือกและรากยอ ดอกกรรณิการ์ (ส่วนที่เป็นหลอดสีส้ม) เมล็ดคำแสด
– สีเหลืองอมส้ม ได้จาก ดอกคำฝอย
– สีม่วงอ่อน ได้จาก ลูกหว้า
– สีชมพู ได้จาก ต้นฝาง ต้นมหากาฬ
– สีน้ำตาล ได้จาก เปลือกไม้โกงกาง เปลือกผลมังคุด
– สีกากีแกมเหลือง ได้จาก หมากสง กับแก่นแกแล
– สีเขียว ได้จาก เปลือกต้นมะริดไม้ ใบหูกวาง เปลือกสมอ ครามย้อมทับด้วยแถลง

พืชบางชนิดบางคนอาจรู้จัก บางคนเพิ่งจะเคยได้ยินชื่อ หากผู้ที่ชื่นชอบต้องการเริ่มต้นย้อมสีธรรมชาติด้วยตัวเอง ก็เลือกที่เรารู้จักใกล้ตัวหาง่ายไว้ก่อนก็ได้ค่ะจะได้ไม่ท้อแท้จนเกินไป  ในบทความต่อไปเราจะมีลงรายละเอียดแต่ละกลุ่มสี และความเฉพาะตัวของแต่ละพืชพันธ์กันนะคะ

ข้อมูลเรียบเรียง : numalii’s

Sweet no Sugars Studio

…………….Sweet no Sugars Studio หรือ SW Studio ที่มาของเราจากแค่เพียงจุดเริ่มต้นเล็กๆของการต่อยอดความฝัน ที่อยากจะเดินทาง และขับเคลื่อนชีวิตด้วย “ศิลปะ และการออกแบบ ” คำสั้นๆ ที่จินตนาการไม่รู้จบ ศิลปะที่เป็นแบบฉบับของเรา มีความพอดี เหมาะสม ในตัวเอง มีหลักในการถ่ายทอดความรู้ ในรูปแบบของการให้ผู้เรียนค้นหาจินตนาการทางศิลปะที่ซ่อนในเบื้องลึกของจิตใจในแบบของตัวเองออกมา ส่วนเราจะมีหน้าที่สอดแทรกในรูปของ แรงบันดาลใจ วิธีการ ประโยชน์ใช้สอย หลักการในงานออกแบบและหลักการทางศิลปะ เพื่อสร้างความเป็นไปได้ และสร้างฝันของผู้คนให้เป็นจริง โดยการสื่อสารผ่านทางการเรียน หรือ จากผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของเรา….ศิลปะและการออกแบบ จากประสบการณ์ที่สั่งสมมา จากการทดลอง จากการศึกษา ช่วยให้เกิดความคิดสร้างสรรค์อันหลากหลาย  ด้วยการเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ ที่ตัวเองรัก และด้วยความเชื่อที่ว่า “ศิลปะ”  สามารถเยียวยาทุกสิ่งได้ และสร้างสิ่งยิ่งใหญ่เสมอ

sweetnosugars_numalii_studio_art_01

การเป็น “ครูดอย” ความฝันหนึ่งของหลายๆคน

ตั้งใจจะเขียนแบ่งปันประสบการณ์ แบบต่อเนื่องมานานแล้วค่ะ แต่ก็ผลัดผ่อนมาเรื่อยเนื่องด้วยการงานรัดตัวเสียเหลือเกิน ถึงคราวได้เวลาเสียที จากที่ได้มีโอกาส มีส่วนสร้างโครงการอาสา สอนศิลปะให้แก่เด็กๆบนดอย ไปเมื่อปีที่แล้ว ในชื่อโครงการ ” เติมฝันสอนศิลป์ ” ภายใต้การก่อตั้งของ หอศิลป์มูนซีกเกอร์ (Moon Seeker Gallery) ความฝันของการเป็น ครูดอย ก็สำเร็จเสียที ยิ้มแก้มปริ แต่ทว่าหลังจากที่ยิ้มได้แค่เริ่มต้นเท่านั้น หลังจากนั้นในช่วงของการเตรียมงานทั้งหมด เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งใจเอาไว้ ยิ้มไม่ออกกันเลยทีเดียวค่ะ เพราะเตรียมงานเยอะมาก เนื่องจากมือใหม่ และชอบทำอะไรเอง ก็เลยอาสา ทำไปเสียทุกอย่าง ตั้งแต่ หาทีมครู หาซื้อวัสดุอุปกรณ์ จัดเตรียมหลักสูตรการสอน ประสานงานอีกหลายอย่าง แต่ก็มีผู้ใหญ่อีกหลายท่านสร้างในส่วนต่างๆ  อีกมากโข  หลักสูตรที่เตรียมไป มากกว่า 10 ประเภท จัดเต็มมากๆ เป้าหมายของ ทริปนี้ คือ โรงเรียนบ้านหนองเขียว จ.แม่ฮ่องสอน สมใจอยากของการเป็นครูดอยครั้งแรกเลยค่ะ ไปไกลมาก ขึ้นสูงมาก หนทางเรียกได้ว่าทุลักทุเล และสูงชัน สมกับคำว่าดอยจริงๆ สนุกสนานกันละค่ะ

     

นอนกอดแพไผ่รับไอหนาว…อุทยานแห่งชาติเขาแหลม

                 หน้าหนาวมาแล้ว คนไทยหนาวกันเป็นแถว แบกเป้ขึ้นหลัง ติดตามแกงค์ตกปลาไปอย่างไม่ต้องคิดมาก ในจังหวัดกาญจนบุรีมีเขื่อนขนาดใหญ่สองเขื่อนคือเขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ์หรือเขื่อนเขาแหลม สำหรับนักตกปลาแล้วฤดูฝนอาจเป็น ฤดูตกปลาล่าเหยื่อมากกว่าฤดูหนาว แต่ถึงครานั้นพวกเราอาจไม่ใช่นักตกปลาอาชีพ เพียงแต่เป็นผู้ที่หลงรักการใกล้ชิดและดื่มดำธรรมชาติเสียมากกว่า ที่เขื่อนเขาแหลม กาญจนบุรีนั้นเป็นเมืองที่มีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย รวมไปถึงแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการตกปลาด้วย เขื่อนศรีฯและเขื่อนเขาแหลมถือเป็นแหล่งตกปลาอันดับหนึ่งของประเทศ ที่นักตกปลาทุกคนต่างต้องการมาเพื่อค้นหาโทรฟี่ใหญ่ๆให้กับตัวเอง ด้วยปริมาณปลาหลากหลายชนิดที่หนาแน่น และมีปลาที่นักตกปลาอยากประลองฝีมือด้วย นั่นก็คือ ปลาชะโดและปลากระสูบ กาญจนบุรีมีโอกาสต้อนรับนักท่องเที่ยวที่มาเพื่อตกปลาในแต่ละปีเป็นจำนวนไม่น้อย อย่างที่บอกไว้เมื่อตอนต้นว่า เขื่อนศรีฯและเขื่อนเขาแหลมเป็นแหล่งตกปลาอันดับหนึ่งของประเทศ ไม่ใช่แค่เพียงปริมาณปลาที่มีมาก แต่ความสะดวกสบายในการเดินทางมาเที่ยว สิ่งอำนวยความสะดวกที่มีรองรับอย่างเพียงพอ ความสวยงามทางธรรมชาติที่เกินบรรยายและไม่มีกฎระเบียบที่ยุ่งยากเหมือนบางเขื่อนที่มีคนเพียงนิดเดียวคอย กำหนดกฎเกณฑ์และหาประโยชน์ในเรื่องเรือ เรื่องท่องเที่ยว และการเดินทางต่างๆ

              พวกเราจึงมุ่งหน้ามากาญจนบุรีเพื่อท่องเที่ยวและพักผ่อนในคราเดียวกัน  การตกปลาหน้าหนาวที่เขาแหลมชาวแกงค์ ที่เราติดตามมา  เขาเลือกไปที่แพลุงเผือกตามกระทู้ในสยามฟิชชิ่ง ครั้งแรกก็ประทับใจลุงเผือกมากดูแลแนะนำเป็นอย่างดี ปลาที่หมายก็เยอะ เสียอย่างเดียวอุปกรณ์ของเราด้อยไปหน่อย ไว้เจอกันคราวหน้าคงไม่ไห้พลาด นอกจากนักตกปลาแล้วยังมีครอบครัว เพื่อนฝูงตามมาพักผ่อนด้วย เช้ายันค่ำ กิจกรรมของแต่ละสมาชิกแตกต่างกันไปตามใจปรารถนา บางท่านก็เมามันกับการตกปลาอย่างเอาเป็นเอาตาย บางท่านตั้งวงดื่มเบาๆ เคล้าบรรยากาศ พร้อมบรรเลงเสียงดนตรี ให้กับแพน้อยๆของเรา  เด็กน้อยสนุกสนานตื่นเต้นกับสนานที่ใหม่ๆ บางท่านทำหน้าที่เป็นพ่อครัวหัวป่าเตรียมข้าวปลาอาหารอย่างช่ำชอง  ที่สนุกและคุ้มที่สุดก็เห็นจะเป็นการพาร่างท้าลมหนาวกระโดดน้ำแวกว่ายอย่างชุ่มฉ่ำ  เรียกว่าต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีไม่มีบกพร่อง   🙂

              คงปฎิเสธไม่ได้ว่าธรรมชาติยังคงมหัศจจรย์กว่าอะไร กว่าสิ่งไหน การพาร่างกายและหัวใจมาให้หุบเขา ท้องฟ้า และผืนน้ำโอบกอด เป็นพลังชั้นเยี่ยมสำหรับชาวกรุงอย่างพวกเรา นอนหลับตาแล้วสูดหายใจ ยามค่ำคืนกับเสียงเพลง และดาวพร่างพราวเต็มผืนฟ้า เก็บพลังธรรมชาติมาจนเต็มอิ่ม “สุขใจ”

แบกเป้ “ไปหาแรงบันดาลใจ ให้ใจบันดาลแรง”

ตรัง_traval_เกาะมุก_sea_journal_sweetnosugars_dotcom_เดินทาง_thailandเมื่อมีโอกาสได้ไปเยือน เกาะมุก และ เกาะมดตะนอย ด้วยเหตุผลที่ว่า  “ไปตามหาแรงบันดาลใจ เพื่อให้ใจบันดาลแรง”  ทริปนี้จึงเป็นทริป ปุ๊ปปั๊บ ทัวร์จัดกระเป๋าแบบไม่ทันตั้งตัวทริปนี้แตกต่างจากทริปก่อนๆ ต้องขอขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีซึ่งเป็นคนพื้นเพที่เกาะมุกแห่งนี้การไปครั้งนี้จึงไม่ได้เห็นเพียง ท้องทะเลหรือปะการังเหมือนที่เคยๆเห็นมา แต่ที่มากกว่าคงเรียกได้ว่าเป็นการสัมผัสความเป็นพื้นถิ่น ครอบครัว และวัฒนธรรม ซึ่งไม่อาจสัมผัสได้ถ้าเป็นนักท่องเที่ยวทั่วไป

แนะนำเกาะมุกกันสักหน่อยก่อน เกาะนี้เป็นจุดหนึ่งที่น่าสนใจของทะเล ใน  จังหวัดตรัง ลักษณะของเกาะ ส่วนใหญ่เป็น โขดผาสูงตระหง่าน หันหน้าออกสู่ทะเลใหญ่ทางด้านทิศตะวันตก หมู่บ้านชาวประมงจะอยู่ทางฝั่งตะวันออกของตัวเกาะ ซึ่งหันหน้าเข้าแผ่นดินใหญ่ หน้าผาโขดหินสูง หาดทรายขาวสะอาดล้อมรอบด้วยหน้าผา สูงชันที่มีฟ้า สีคราม เกาะมุกเป็นเกาะที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของท้องทะเลตรัง มีชุมชนชาวมุสลิมประมาณ 3-400 ครอบครัว ที่อาศัยอยู่บนเกาะมานานแล้ว ปัจจุบันชาวบ้านส่วนใหญ่ยังทำประมงขนาดเล็กด้วยเรือหางยาว มีจำนวนเรือมากกว่าเกาะอื่นๆ รวมถึงสวนยางพาราและสวนมะพร้าวด้วย

แบกเป้ขึ้นหลังได้ก็โดดขึ้นรถทัวร์มาลงที่ทุ่งสง เนื่องจากเรามีไกด์ใจดีมากๆ นำเที่ยวโดยขับรถชมวิวกันมาจากสวนยางแถวทุ่งใหญ่ ลัดเลาะมาถึงตรัง จากนั้นข้ามเรือเฟอรรารี่มาถึงเกาะมดตะนอย หนทางเรียกได้ว่า สงสารรถพอสมควร แต่เป้าหมายเรานั้นยิ่งใหญ่เกินกว่า เพราะผู้ใหญ่ใจดีจะพาเรามาร่วมงาน     “ฮารีรายอ” (Hari Raya) ของชุมชนอิสลามนั่นเอง ไม่ง่ายนักที่จะมีโอกาสมาแบบนี้ เพราะฉะนั้นลุยต่อ ขับรถลัดเลาะหลบหลุมบ่อ มาถึงบ้านคุณตาคุณยายที่เกาะมดตะนอย แวะพักผ่อนสักครู่ ก็เริ่มช่วยเค้าทำงาน อยู่บ้านเค้าอย่านิ่งดูดายเนอะ หัดทำข้าวต้มมัดกับคุณยายไปหนึ่งเข่งใหญ่ กิจกรรมมากมายที่ชุมชนนี้เล่าอีกหลายหน้าก็ไม่หมด สิ่งที่สัมผัสคือ วัฒนธรรม และภาษาพื้นถิ่น รวมกับภาษาอิสลาม คนกรุงเทพอย่างเรามึนบ้างขำบ้าง แต่ก็อบอุ่นมากๆ ระหว่างบทสนทนาอันครื้นเครงนั้น มีแต่เสียงถามไถ่ว่า “รู้ฟังม้าย” เป็นระยะ 🙂  ได้สัมผัสกับวัฒนธรรมพื้นถิ่นที่ไม่เคยเห็นมาก่อน อาหารพื้นถิ่น กินอิ่มนอนหลับ  เรียนรู้ภาษาใต้และภาษา อิสลามวันละหลายๆ คำ ที่รู้สึกคือ อบอุ่น อิ่มเอมและมีความสุขจัง ผู้ใหญ่ใจดีของเราก็เช่นกันท่านยิ้มตลอดเลยพบปะพูดคุยแบบไม่มีเว้นวรรค เพราะเค้าจะมีโอกาสกลับบ้านแค่เพียงปีละหนึ่งครั้งเท่านั้น ยิ่งเห็นเค้าสุขเราเองก็สุขด้วย

เช้าวันรุ่งขึ้น ได้เวลาเดินทางลงเกาะมุก ต้องรอดูน้ำ 1 วันมีเรือโดยสารแค่เพียงหนึ่งรอบเท่านั้น นำรถไปฝากไว้ใกล้ๆท่าเรือ แต่ตลอดทริป เรา VIP ตลอดค่ะ ฝากฟรีเพราะเป็นญาติกับผู้ใหญ่ใจดีของเราทั้งเกาะ ได้ลงเรือปุ๊ปก็ฟรีอีก ล่องเรือชมวิวลมทะเลพัดโบกปะทะสักระยะ ก็ถึงเกาะมุกเดินผ่านสะพานปลาที่ทอดยาวออกไปในทะเล น้ำใสมากจริงๆ สาหร่ายเต็มไปหมด ขึ้นฝั่งได้สองเราก็เดินๆแทบจะทั่วทั้งเกาะ ภาระกิจบนเกาะคือผู้ใหญ่ใจดีของเราพบปะพูดคุยทุกบ้านซึ่งไม่ได้พบกันมาแรมปี หัวเกาะยันท้ายเกาะจริงๆค่ะ เรียกว่า น้ำลายแห้ง ภาษาใต้และวิธีการทักทายที่ไม่คุ้นเคยทำเราตื่นเต้น เราก็ยิ้มหวานแล้วก็ถ่ายรูปไปเรื่อย พักบ้านนู้น กินข้าวบ้านนี้ กินกาแฟบ้านนั้น อาบน้ำบ้านโน้น เพลินเลยค่ะ อันนี้แบบ VIP จริงๆ เพราะเป็นบ้านเกิดของผู้ใหญ่ใจดีของเราเอง สมบูรณ์แบบการเดินทางครั้งนี้ด้วยความอบอุ่นและอิ่มเอมเหมือนเดิม 😀

ถ้าคนอื่นๆที่จะมาบนเกาะมุกแบบนักท่องเที่ยวก็ไม่ยาก มีรีสอร์ทมากมายรอต้อนรับ กิจกรรมภายในเกาะก็จะมี  การดำน้ำตื้น กิจกรรมชายหาด เที่ยวถ้ำ ล่องแพ ล่องเรือชมป่าโกงกาง เดินป่าศึกษาธรรมชาติ นั่งรถเที่ยวรอบเกาะ  ศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับวิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณีของท้องถิ่น และร่วมทำกิจกรรมที่เป็นกิจวัตรประจำวันของชาวบ้าน เช่น ออกทะเลหาปลา การออกอวนปู และเข้าร่วมกิจกรรมในแหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียง เช่น เที่ยวถ้ำมรกต เกาะกระดาน เกาะม้า เกาะรอก นั่งเรือชมป่าโกงกาง เดินป่าศึกษาธรรมชาติ ฯลฯ จึงอยากแนะนำท่านที่ชอบความท้าทายและลุยๆ ไปเที่ยวและพักที่ โฮมสเตย์ ของเกาะมุกได้  รับรองว่าธรรมชาติยังมีอยู่จริง น้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลา สงบสุข และสงบใจอย่างหาที่ไหนไม่ได้